หมวดหมู่บทความ พบคุณหมอเด็ก จิตวิทยาลูกรัก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, จิตวิทยาลูกรัก, กฎ 3 ข้อในการควบคุมลูกให้ได้ผล, พบคุณหมอเด็ก, ทำไมลูกชอบตื่นร้องกลางดึก


กลยุทธ์ช่วยเด็กขี้อาย
(13 votes)
          เราพบเด็กขี้อาย ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองได้บ่อยๆ ครับ แต่เรากลับไม่ค่อยมีความเข้าใจอารมณ์หรือความรู้สึกนี้มากนัก ความจริงแล้ว...แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา เมื่อต้องเผชิญกับผู้คนในสังคมใหม่ที่เราไม่คุ้นเคย ทุกคนจะรู้สึกสับสนหรือไม่เป็นตัวของตัวเองบ้าง อย่างไรก็ตามความขี้อายนี้อาจมีผลกระทบต่อพัฒนาการด้านสังคมหรือจำกัดการเรียนรู้ของเด็กๆ ได้
ความขี้อายคืออะไร
พื้นฐานของความรู้สึกเขินอายนั้นเป็นสากลครับ และเกี่ยวข้องกับกลไกการปรับตัวที่จะช่วยให้คนเราสามารถเผชิญกับสิ่งเร้าทางสังคมใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยได้ ความขี้อายจึงเป็นความรู้สึกผสม ปนเป ระหว่างกลัวแต่ก็สนใจ ตึงเครียดแต่ก็อ่อนไหว ดังนั้น เมื่อเด็กอายมากๆ อาจมีชีพจรเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้นเล็กน้อย เรามักจะสังเกตอาการขี้อายได้โดยเด็กจะหลบตา มองลงต่ำ แสดงความเขินอายผ่านสีหน้าท่าทางหรือคำพูด คนที่กำลังอายก็มักพูดเสียงเบา ตะกุกตะกัก และแสดงความไม่แน่ใจ ที่เราพบเห็นบ่อยๆในเด็กเล็กๆ ก็คือการดูดนิ้ว บางคนแสดงท่าทางอายม้วน ยิ้มแหยๆ และฉุดดึงแขนพ่อแม่
อย่างไรก็ตามเราต้องแยกแยะความขี้อายออกจากพฤติกรรมอีก 2 ชนิดซึ่งอาจเกี่ยวข้องกันคือความวิตกกังวลและการเก็บตัว หลีกเลี่ยงสังคม และแยกออกจากเด็กทารกที่กลัวคนแปลกหน้า ซึ่งมักจะแสดงอาการกลัวเป็นหลัก ไม่มีลักษณะอาการลังเล สองจิตสองใจอันเป็นลักษณะเฉพาะของความขี้อาย ส่วนในเด็กโตบางคนอาจชอบเล่นคนเดียว และไม่ค่อยอยากมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม ซึ่งเด็กที่ขี้อายจริงๆ มักไม่มีลักษณะเช่นนี้
ความขี้อายกับพัฒนาการ
โดยทั่วไปแล้วเด็กๆ นั้นมีความเปราะบางต่อความขี้อายอยู่แล้วโดยสัมพันธ์กับพัฒนาการตามวัย ความอายและหวาดกลัวต่อผู้ใหญ่ที่แปลกหน้าเริ่มพัฒนามาตั้งแต่วัยทารก ส่วนพัฒนาการด้านตัวตนของเด็กจะเริ่มเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ ความอายจะเริ่มมีผลทำให้รู้สึกอึดอัดใจได้ตั้งแต่อายุ 4 - 5 ปี และความเป็นตัวตนของเรานั้นจะสูงสุดในช่วงวัยรุ่นตอนต้น การเผชิญหน้ากับสังคมเป็นสาเหตุของสถานการณ์ที่ทำให้เด็กอายซึ่งพบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กขี้อายรู้สึกว่าตนเองตกอยู่ในความสนใจ การที่ผู้ใหญ่ชอบจดจ้องพฤติกรรมเด็กจึงมักกระตุ้นให้เด็กยิ่งอายมากขึ้น
ทำไมเด็กจึงขี้อาย
เด็กบางคนมีแนวโน้มที่จะขี้อายและไม่กล้าแสดงออกอยู่แล้ว เขาจะตอบสนองต่อสถานการณ์ใหม่ๆ ด้วยความอายมากกว่าคนอื่น จากการ ศึกษาวิจัยพบว่าความอายของเด็กกลุ่มนี้อาจเป็นผลมาจากทั้งเรื่องพื้นอารมณ์ของตัวเด็กเองและจากการเลี้ยงดู อย่างไรก็ตามเด็กสามารถเรียนรู้บางแง่มุมของความขี้อายได้จากพื้นฐานวัฒนธรรมของเด็กและสภาพแวดล้อมในครอบครัว ซึ่งจะสร้างรูปแบบของพฤติกรรมขี้อายให้เด็ก จากการศึกษาวิจัยพบว่าเด็กจีนในสถานเลี้ยงเด็กจะช่างพูดน้อยกว่าเด็กฝรั่ง นอกจากนี้พบว่าพ่อแม่บางคนที่เคยระบุว่าลูกตัวเองขี้อายมักจะเผลอกระตุ้นให้ลูกกลายเป็นเด็กขี้อายไปจริงๆ พ่อแม่มักมีโน้มน้าวผลักดันหรือชักจูงให้ลูกซึ่งขี้อายเข้าสู่สังคม แต่กลับยิ่งเป็นการไปเสริมพฤติกรรมขี้อายให้มากขึ้น
นอกจากนั้นยังมีหลักฐานยืนยันว่า ความขี้อายนั้นได้รับอิทธิพลมาจากพื้นอารมณ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดมากกว่าบุคลิกลักษณะอื่นๆ จากการศึกษาวิจัยเด็กที่ถูกรับมาอุปถัมภ์เป็นลูกบุญธรรมพบว่าความขี้อายของเด็กสัมพันธ์กับลักษณะการเข้าสังคมของแม่แท้ๆที่ให้กำเนิดมากกว่าลักษณะของแม่อุปถัมภ์ที่รับไปเลี้ยง 
ในช่วงอายุ 2 - 5 ปี เด็กขี้อายจะเริ่มแสดงอาการให้เห็น โดยมักจะไม่ค่อยพูดคุยเวลาพบเพื่อนใหม่ จากการศึกษาการพัฒนาบุคลิกภาพพบว่าลักษณะหลีกเลี่ยงสังคมนี้มักจะคงอยู่ต่อเนื่องไปจนโต อย่างไรก็ตามลักษณะที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน โดยพบว่าเด็กที่ถูกขอมาเลี้ยง มักได้รับอิทธิพลเรื่องการเข้าสังคมมาจากพ่อแม่บุญธรรม เด็กเล็กบางคนจะกล้าแสดงออกมากขึ้นเพราะพ่อแม่พยายามส่งเสริม และให้กำลังใจ
ผลกระทบของความขี้อาย
อาการขี้อายอาจถือเป็นภาวะปกติขอการตอบสนองต่อประสบการณ์ทางสังคม อย่างไรก็ตามเราพบว่าเด็กบางคนอาจถอยหนีจากสังคมเพียงชั่วคราวแล้วจึงสามารถควบคุมตัวเองได้ในภายหลัง โดยทั่วไปแล้วเมื่อเด็กมีประสบการณ์กับคนแปลกหน้ามากขึ้น ความขี้อายก็มักจะค่อยๆ หายไป หากไม่มีปัญหาอื่นความขี้อายก็มักไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาทางจิตเวชหรือปัญหาพฤติกรรมตามมาครับ ตรงกันข้ามหากเด็กขี้อายรุนแรงมากโดยไม่ขึ้นกับสถานการณ์หรือมีอาการต่อเนื่องตลอด อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงได้ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มักจะขาดทักษะด้านสังคมหรือมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อตนเองได้ เด็กขี้อายมักชวนเพื่อนเล่นไม่ค่อยเก่ง จึงพบว่าเด็กวัยเรียนที่ระบุว่าตัวเองเป็นคนขี้อาย มักจะไม่ค่อยพึงพอใจในตัวเองและคิดว่าตัวเองไม่น่าคบมากกว่าเด็กที่กล้าแสดงออก เด็กขี้อายมักถูกตัดสินจากเพื่อนๆ ว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง ด้วยเหตุนี้เด็กขี้อายจึงมักถูกเพื่อนๆ ทอดทิ้ง และขาดโอกาสที่จะพัฒนาทักษะด้านสังคมตามมา   เด็กที่ขี้อายต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัยรุ่นจึงมักรู้สึกว่าตัวเอง โดดเดี่ยว ไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท รวมไปถึงเพื่อนต่างเพศด้วย
กลยุทธ์ช่วยเด็กขี้อาย
             1. รับรู้ และยอมรับในตัวเด็ก การที่คุณพ่อคุณแม่ไวต่อความรู้สึกของลูก จะช่วยให้คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกได้ดีขึ้น และแสดงว่าคุณเคารพในความเป็นตัวเขา ซึ่งจะทำให้เขามั่นใจในตัวเองและกล้าแสดงออกมากขึ้น
            2. เสริมสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง เด็กขี้อายมักมีภาพลักษณ์ตัวเองที่ติดลบ และรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ ควรส่งเสริมให้กล้าแสดงออกและกระตุ้นความเป็นตัวของตัวเอง นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรชมบ่อยๆ เมื่อเด็กกล้าแสดงออก
            3. พัฒนาทักษะทางสังคม ส่งเสริมให้เด็กเข้าสังคม มีนักจิตวิทยาผู้หนึ่งแนะนำให้สอนเด็กพูดบางประโยคเพื่อนำไปสู่การเข้าสังคม เช่น “ขอเล่นด้วยคนได้ไหม” และสอนเทคนิคการเล่นกับเพื่อน นอกจากนี้การเปิดโอกาสให้เล่นกับเด็กที่เล็กกว่า อาจช่วยสร้างเสริมความมั่นใจให้เด็กขี้อายได้
            4. ช่วยให้เด็กขี้อายได้มีโอกาสเตรียมพร้อมในการเข้าสังคมใหม่ๆ เนื่องจากการผลักดันให้เด็กเข้าไปไหนสถานการณ์ที่ไม่พร้อม กลับไม่ช่วยให้เด็กดีขึ้น เราจึงควรช่วยโดยการเตรียมให้เด็กรู้สึกมั่นคง และสนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม พ่อคุณแม่ควรจำไว้ว่าความขี้อายไม่ใช่ความผิด ลักษณะบางอย่างของความขี้อายเช่นความอ่อนน้อมถ่อมตน ก็ถูกสังคมมองเป็นด้านบวกได้ ตราบใดที่เด็กไม่ได้เครียดมากจนเกินไป หรือไม่ยอมเข้าสังคมเลย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเด็กอย่างรุนแรงครับ
ทั้งหมดนี้คงพอช่วยให้เราเข้าใจเด็กขี้อายได้มากขึ้น และรู้วิธีช่วยส่งเสริมให้เด็กเข้าสังคมและกล้าแสดงออกมากขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ

 

เรื่อง :
น.พ. กมล
แสงทองศรีกมล กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น


ความเห็น (1)Add Comment
0
ณัฐพร สุขสุสาสน์
มีนาคม 07, 2012
115.67.32.74
Votes: +0
...

น้องค่อนข้างขี้อาย
คุณแม่เลยให้น้องเร
ียนเต้น เป็นวิธีที่ดีหรือไ
ม่ค่ะ

เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
 แม่และเด็ก 512 ตุลาคม 2557