หมวดหมู่บทความ คลินิคคุณแม่ คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, คลินิกหมอสูติ, การคลอดท่าก้นกับคนมีลูกยาก, คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก, ครรภ์พิษ (4)


ลูกผมตายได้ไง? (2)
(15 votes)

เมื่อ
อัลตราซาวด์ ข้าพเจ้าก็ต้องตกใจเพราะมองไม่เห็นน้ำคร่ำในครรภ์เลยโดยเฉพาะบริเวณศีรษะของทารก และเมื่อขยับเลื่อนหัวอัลตราซาวด์ลงมาบริเวณหน้าอกของทารกก็พบว่าส่วนว่าหัวใจทารก ไม่มีการเคลื่อนไหว !!!

สัปดาห์ที่ผ่านมาลูกชายข้าพเจ้าได้ไปเข้าร่วมในพิธีบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ณ ศูนย์วิปัสสนาเยาวชนผาสุกวนิชที่จังหวัดราชบุรี...ก่อนบวชเณร 5 วัน ลูกข้าพเจ้าร้องไห้ทุกวันเพราะคิดถึงบ้านและการฝึกอบรมก็เข้มข้นจนแทบทนไม่ไหวสำหรับเด็กวัย 13 ขวบ

วันที่ 12 เมษายน 2551 ลูกชายก็เข้ารับการบวชเป็นสามเณรสำเร็จเรียบร้อยดีแต่ทันทีหลังจากนั้นลูกได้ขอลาสึก เขาบอกว่า “ผมทนไม่ไหวจริงๆครับ ผมบอกไม่ถูก อธิบายไม่ได้ แต่ผมรู้ตัวว่า ผมทนต่อไปไม่ไหวจริงๆ ”

ข้าพเจ้าไม่เคยตำหนิใครที่ทนไม่ได้กับเรื่องราวบางเรื่องไม่ใช่เพราะคนผู้นั้นไม่มีบุญจึงทนไม่ได้ แต่เพราะเกิดจากพื้นฐานทางจิตของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พ่อแม่ทุกคนทนไม่ได้เหมือนๆ กัน ก็คือ เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับลูกโดยเฉพาะการสูญเสียลูก

เดือนก่อนข้าพเจ้าประสบพบกับเรื่องราวไม่สบายใจเกี่ยวกับการสูญเสียลูกของคนไข้2  ครอบครัวครอบครัวแรกสูญเสียลูกในครรภ์ปัจจุบัน อีกครอบครัวหนึ่งสูญเสียลูกในครรภ์ที่ผ่านมาแต่ยังมีผลสะท้อนมาจนถึงปัจจุบันเมื่อพบกับเหตุการณ์ดังกล่าว ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก...แต่เรื่องราวเหล่านี้มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เราควรมองย้อนกลับไปตรองดูอย่างพินิจพิเคราะห์ แม้ว่า จะแก้ไขไม่ได้แล้วก็ตาม!!!!

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ คุณชินรัตน์ได้ขอมาฝากครรภ์กับข้าพเจ้าที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง จากเดิมที่เคยฝากกับสูติแพทย์ท่านอื่นข้าพเจ้าสังเกตว่าใบหน้าของคุณชินรัตน์ค่อนข้างซีด แน่นอน!!! เธอน่าจะเป็นโรคโลหิตจางหลังจากดูผลเลือดฝากครรภ์ ก็พบว่า เธอเป็นโรคเลือดทาลาสซีเมียแฝง ชนิด b-thalasemia trait โดยมีคำแนะนำแนบท้ายว่า ‘ควรนำสามีมาตรวจเลือดสำหรับโรคทาลาสซีเมียเพื่อหาภาวะเสี่ยงในบุตรที่จะเป็นโรคเลือดชนิด Homozygous b-thalasemia (b-thalasemia major)และ b-thalasemia/ Hb E disease’ซึ่งโรคเลือดทั้งสองชนิดนี้ มีผลทำให้ลูกเสียชีวิตในครรภ์ จากภาวะท้องบาตร (Hydrop fetalis) โชคดีที่ผลเลือดของสามีเธอไม่เป็นโรคทาลาสซีเมียชนิดแฝงมิฉะนั้น ลูกของเธอจะมีโอกาสเกิดโรคเลือดทาลาสซีเมียชนิดร้ายแรง

ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจเลยตั้งแต่รับดูแลการฝากครรภ์ของคุณชินรัตน์เพราะใบหน้าของเธอซีดเซียวมากจากโรคโลหิตจางทาลาสซีเมีย เธอและสามีชวนกันมาฝากครรภ์กับข้าพเจ้าตอนอายุครรภ์28 สัปดาห์ ข้าพเจ้าตรวจดูลูกคุณชินรัตน์ด้วยอัลตราซาวด์ผ่านทางหน้าท้องตั้งแต่ครั้งแรกที่ฝากครรภ์ผลการตรวจพบว่า ทารกมีขนาดประมาณ 28 สัปดาห์เท่ากับอายุครรภ์จริงและไม่พบความผิดปกติใดๆ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังได้ส่งคุณชินรัตน์ไปเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์กับผู้เชี่ยวชาญอัลตราซาวด์ระดับสูงอีกใน2 สัปดาห์ถัดมา (อายุครรภ์ 30 สัปดาห์)ผลปรากฏว่า ทารกรูปร่างปกติ มีขนาดเท่ากับอายุครรภ์จริงยกเว้นแต่มีรอยรั่วที่หัวใจ ซึ่งคุณหมอบอกว่า ‘อาจปิดได้เองเมื่อเวลาผ่านไป’ ดังนั้น คงต้องติดตามตรวจดูอัลตราซาวด์อีกครั้งช่วงใกล้ครบกำหนดคลอด แต่โชคร้ายก็มาเกิดกับคุณชินรัตน์เสียก่อน

เมื่ออายุครรภ์ได้ 32 สัปดาห์ คุณชินรัตน์มาฝากครรภ์ตามนัดข้าพเจ้าได้ขอทำการตรวจด้วยอัลตราซาวด์อีกครั้งเนื่องจากระดับยอดมดลูกมีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไรถัดมาอีก 1 สัปดาห์ คุณชินรัตน์รู้สึกเป็นไข้และปวดท้องน้อยเธอเข้ามารับการตรวจที่แผนกสูติ-นรีเวช กับสูติแพทย์ท่านอื่นคุณหมอได้ฉีดแก้ปวดท้องให้กับเธอ 1 เข็ม และอนุญาตให้กลับบ้านจากบันทึกในเวชระเบียน คุณหมอได้ใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจทารก ซึ่งได้ยินเสียงหัวใจเต้นตามปกติ

คิดไม่ถึงว่า 1 สัปดาห์ถัดมา คุณชินรัตน์ก็ต้องพบกับเรื่องเศร้าใจอย่างแสนสาหัสโดยที่เจ้าตัวไม่รู้มาก่อน วันนั้นเป็นวันจันทร์ข้าพเจ้าได้ตรวจครรภ์ให้กับเธอตามปกติข้าพเจ้าสังเกตว่า ยอดมดลูกของคุณชินรัตน์มีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็น ข้าพเจ้าใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกก็ไม่ได้ยินตอนนั้นข้าพเจ้าไม่ได้เฉลียวใจว่า ‘ทารกจะเสียชีวิต’ เพราะการฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์นั้น มีบ่อยครั้งที่เครื่องจับสัญญาณไม่ได้แต่เมื่อนำคนท้องมาเข้ารับการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ กลับพบการเต้นของหัวใจทารกอย่างชัดเจน  สาเหตุส่วนหนึ่งก็เนื่องด้วยมดลูกมีการแข็งตัวช่วงนั้นพอดี เครื่องช่วยฟัง(Doptone)จึงไม่สามารถจับสัญญาณได้

อย่างไรก็ตาม พอหัวอัลตราซาวด์สัมผัสกับผนังหน้าท้องของคุณชินรัตน์ข้าพเจ้าก็ต้องตกใจ เพราะมองไม่เห็นน้ำคร่ำในครรภ์เลยโดยเฉพาะตรงบริเวณศีรษะของทารกและเมื่อขยับเลื่อนหัวอัลตราซาวด์ลงมาอีกแถวบริเวณหน้าอกของทารก ก็พบว่าส่วนที่คาดว่าจะเป็นหัวใจทารกไม่มีการเคลื่อนไหว...แค่นั้นแหละ!! ข้าพเจ้าก็รีบส่งคนไข้ไปที่แผนกเอกซเรย์เพื่อเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ซ้ำอีกครั้ง ซึ่งผลก็ออกมาเช่นเดิม

ข้าพเจ้ารู้สึกหดหู่ใจพยายามพูดจาปลอบโยนคนไข้และสามี อยู่นานเป็นชั่วโมง ‘ทารกอาจมีความผิดปกติแต่กำเนิดเช่น หัวใจรั่วและมีอาการหัวใจวาย หรือขาดอาหารจนแคระแกร็น (intrauetrine growthretardation)  แล้วเกิดภาวะน้ำคร่ำน้อยจากการที่เด็กขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะรกเสื่อมสภาพจากนั้นตัวเด็กจึงไปเบียดทับถูกสายสะดือ ทำให้เสียชีวิต’ จริงๆแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าทารกตายได้อย่างไร? คงต้องรอให้ทารกคลอดออกมาเสียก่อน

อนึ่งจากการคาดคะเนช่วงเวลาการเสียชีวิตของทารก ข้าพเจ้าและคุณหมอเอกซเรย์คิดว่า  ‘น่าจะเสียชีวิตมาเมื่อ 2-3 วันมานี้เอง เพราะแผ่นกระดูกศีรษะเพิ่งจะเริ่มมีการเกยกันแต่ไม่ชัดเจนนัก ประกอบกับความรู้สึกของคนไข้ว่า ทารกดิ้นน้อยลงมา 2 -3 วัน ’  

ตอนนั้นสามีคนไข้อยากให้เอาเด็กออกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น แต่ข้าพเจ้าได้เสนอให้คุณชินรัตน์ไปเร่งคลอดที่โรงพยาบาลตำรวจโดยเขียนจดหมายส่งตัวให้คุณชินรัตน์นำไปที่ห้องคลอดโรงพยาบาลตำรวจ  เพราะไม่ต้องการให้เสียค่าใช้จ่ายมากอย่างไรก็ตามได้บอกกับคุณชินรัตน์และสามีไปว่า หากกลับไปเอาเด็กออกที่โรงพยาบาลเอกชนในเครือประกันสังคมก็จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

วันถัดมา คุณชินรัตน์ไม่ได้เข้ามาที่โรงพยาบาลตำรวจแต่ข้าพเจ้ากลับได้รับข่าวร้ายใหม่ขณะตรวจคนไข้ที่หอผู้ป่วยพิเศษชั้น 4  พยาบาลประจำหอผู้ป่วยคนหนึ่งบอกว่า“หมอ! หมอ! รู้หรือเปล่าว่าคนไข้ห้อง 412 ฟ้องหมอเกี่ยวที่ลูกเขาตายเมื่อครรภ์ที่แล้ว ”

“อะไรนะ!! ฟ้องเรื่องอะไร?ผมไม่เห็นจะทราบเลย ถ้ามีการฟ้องร้องจริง แพทยสภาต้องแจ้งให้ทราบ” ข้าพเจ้าตอบ พร้อมกับขอให้คนงานไปยืมแฟ้มประวัตเก่า  เมื่อข้าพเจ้าเปิดแฟ้มดู ก็พบว่า ‘คนไข้ อายุ 31 ปี ครรภ์ที่แล้วเป็นครรภ์ที่ 3บุตรสองคนแรกแข็งแรงดี อายุ 1 และ 7 ขวบ เธอฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลตำรวจตั้งแต่อายุครรภ์ 13 สัปดาห์ มาทั้งหมด 4 ครั้ง ตอนอายุครรภ์ 27 สัปดาห์คนไข้ได้มาที่ห้องฝากครรภ์ด้วยเรื่องน้ำเดิน แต่เมื่อสูติแพทย์นำของเหลวในช่องคลอดไปทดสอบปรากฏว่า ให้ผลลบ แสดงว่า ไม่มีน้ำเดิน คนไข้จึงต้องกลับบ้าน เพราะทางโรงพยาบาลไม่ยอมรับตัวไว้พออายุครรภ์ 30 สัปดาห์ เธอก็มาตรวจตามนัดอีก แต่ไม่ได้มีการบันทึกอะไรพิเศษ

ถัดมาอีก 1 สัปดาห์ คนไข้ได้มาที่ห้องคลอดด้วยเรื่องน้ำเดินก่อนมาโรงพยาบาล1 ชั่วโมง คนไข้มาถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม เมื่อพยาบาลรายงานให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าก็รีบขับรถออกจากบ้านเข้ามาตรวจดูอัลตราซาวด์ผ่านทางหน้าท้องให้กับคนไข้ผลปรากฏว่า ‘ในมดลูกของเธอมีน้ำคร่ำน้อยมาก’ แสดงว่า มีน้ำเดินจริงดังนั้น หลังจากให้ยาเพื่อพัฒนาปอด (Dexamethasone) กับทารกน้อยแล้วข้าพเจ้าก็จำเป็นต้องผ่าตัดให้กับคนไข้รายนี้ทันที  มิฉะนั้น หากทารกคลอดทางช่องคลอด ก็จะเกิดการคลอดที่ไม่มีน้ำคร่ำช่วยหล่อลื่น(dry labour) ผลร้ายก็จะเกิดระหว่างคลอดเช่น ทารกเสียชีวิตจากการที่สายสะดือถูกเบียด

การผ่าตัดเริ่มขึ้นเมื่อเวลาเที่ยงคืนเศษทารกเป็นเพศชาย น้ำหนักแรกคลอด 1,500 กรัม ทารกน้อยถูกส่งไปยังห้องทารกมีปัญหา (High risk neonatal room )และส่งต่อไปยังห้อง ไอ.ซี.ยู. ทารกแรกเกิด ทารกน้อยมีการติดเชื้อ (Sepsis) และมีชีวิตเพียง 10วัน ก็สิ้นอายุขัย

แม้คนไข้รายนี้จะตั้งครรภ์ขึ้นมาใหม่ทันทีและกำลังจะคลอดในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเธอก็ยังติดใจและร้องเรียนเรื่องราวเลวร้ายที่ผ่านมา...ด้วยความไม่สบายใจ ข้าพเจ้าจึงถามพยาบาลคนหนึ่งของหอผู้ป่วยชั้น4 ว่า “คนไข้ฟ้องใครและด้วยข้อหาอะไร?” พยาบาลคนนั้นตอบว่า “คนไข้ฟ้องโรงพยาบาลด้วยข้อหาว่าเธอได้มาห้องฝากครรภ์ก่อนหน้านั้นด้วยเรื่องน้ำเดิน แต่ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมทำให้ลูกของเธอติดเชื้อหลังคลอดจนเสียชีวิต สำหรับกรณีที่ข้าพเจ้าผ่าตัดคลอดให้เธอทันทีที่ตรวจพบว่าน้ำคร่ำในมดลูกของเธอเหลือน้อยมาก (severe oligohydramnios)เธอไม่ได้ติดใจเอาความ ”  ฟังแล้วข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจขึ้นมากและปล่อยวางเรื่องราวดังกล่าว

สำหรับกรณีคุณชินรัตน์สามีได้พาเธอไปที่โรงพยาบาลเอกชนเครือประกันสังคมในวันรุ่งขึ้น แพทย์ได้ทำแท้งให้โดยเร่งคลอดตั้งแต่เช้า   คุณชินรัตน์แท้งบุตรตอนเที่ยงคืนทารกน้อยไม่ได้มีรูปร่างผิดปกติ หรือพิการ วันหนึ่งข้าพเจ้าโทรศัพท์ไปสอบถามสามีคุณชินรัตน์จึงได้ทราบความทั้งหมด สามีคนไข้ได้ถามข้าพเจ้าว่า “ ผมยังไม่ทราบว่า ทำไมลูกผมถึงตาย? พยาบาลที่นี่บอกว่า ผมและภรรยาน่าจะตรวจโครโมโซม จะได้รู้ว่าลูกมีโครโมโซมผิดปกติหรือเปล่า ” ข้าพเจ้าได้อธิบายให้ฟังมากมายแต่ที่ดีใจ ก็คือคนไข้ปลอดภัย ข้าพเจ้ายังได้บอกกับสามีคนไข้ว่า ‘บุตรในครรภ์ต่อไปจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับครรภ์นี้ อาทิเช่นทารกครรภ์ต่อไป ไม่จำเป็นต้องหัวใจรั่วเหมือนในครรภ์นี้ แต่...ต้องหมั่นเฝ้าสังเกตภาวะเด็กแคระแกร็นและน้ำคร่ำน้อยซึ่งหากตรวจพบภาวะดังกล่าวที่อายุครรภ์มากพอที่เด็กจะอยู่รอดในโลกภายนอกได้  ก็ให้รีบเข้ารับการผ่าตัดคลอด ’

สาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตของลูกคุณชินรัตน์นั้นเราไม่อาจทราบได้ นอกเสียจากต้องตรวจศพ (Autopsy) และรก (placenta) ของลูกเธอแต่สามีคนไข้ยืนยันว่า ไม่ต้องการให้ศพทารกถูกรบกวน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ‘ทารกน้อยน่าจะเสียชีวิตจากภาวะรกเสื่อมเมื่อทารกขาดเลือด ก็จะปัสสาวะออกมาน้อย น้ำคร่ำจึงมีปริมาณน้อย เพราะปัสสาวะของทารกเป็นส่วนประกอบเกือบทั้งหมดของน้ำคร่ำ  ต่อมาตัวเด็กก็เบียดทับสายสะดือทำให้เสียชีวิตในที่สุด’

ไม่มีใครอยากสูญเสียลูกน้อยในครรภ์ แต่...ภยันตรายก็อาจแฝงไว้ในหลายรูปแบบบางที ก็มีอยู่แล้วในตัวคุณแม่ อาทิ โรคโลหิตจาง โรคหัวใจ  บางทีก็แฝงไว้ในตัวลูกน้อยอาทิ ภาวะโครโมโซมผิดปกติ สิ่งที่ทำให้ลูกน้อยในครรภ์เสียชีวิตนั้น บางทีก็อยู่นอกเหนือจากความสามารถของหมอ...ข้าพเจ้าขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกจงช่วยดลบันดาลให้ ในครรภ์ครั้งต่อไปของทุกครอบครัวที่ประสบเคราะห์กรรมดังที่เล่ามา...อย่าได้เกิดเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ซ้ำรอยอีก...

 
Related items

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
 แม่และเด็ก 511 กันยายน 2557