หมวดหมู่บทความ คลินิคคุณแม่ คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก

Search by tag : คลินิคคุณแม่, คลินิกหมอสูติ, การคลอดท่าก้นกับคนมีลูกยาก, คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก, ครรภ์พิษ (4)


‘แท้ง’ ไม่ได้ตั้งใจ
(0 votes)


           เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าได้ผ่าตัดคลอดให้กับสตรีนางหนึ่ง อายุ 39 ปี เธอตั้งครรภ์ที่ 2 และมีอายุครรภ์ เพียง 34 สัปดาห์เศษ เหตุที่ต้องผ่าตัดคลอด ก็เนื่องจากเธอมี ’น้ำเดินมาหลายวันโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เมื่อวันวานยิ่งมีน้ำคร่ำออกมาก’ ที่น่าตกใจคือ พอข้าพเจ้าทำคลอดส่วนศีรษะทารก ก็พบว่า ‘หนูน้อยมีความพิการบนใบหน้า ได้แก่ ปากแหว่ง เพดานโหว่ อย่างรุนแรง (และอาจจะมีอวัยวะส่วนอื่นพิการร่วมด้วย)’ ข้าพเจ้ารู้สึกหดหูใจมากทันที่พบเห็น แม้ว่าทารกน้อยจะร้องเสียงดังและหายใจได้ดี แต่กว่าเด็กคนนี้จะเติบโตจนช่วยเหลือตัวเองได้ คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ รวมทั้งตัวเขาเอง คงจะต้องทุกข์ทรมานและผจญกับอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ‘หากรู้ว่าเด็กจะพิการเช่นนี้ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ ทำแท้งให้กับคนไข้ ก็คงจะดีกว่า’ ข้าพเจ้าพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนออกจากห้องผ่าตัด
เมื่อคืนที่ผ่านมา ช่วงเที่ยงคืนก็มีรายงานจากนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดถึงกรณีทำแท้งเพื่อการรักษาในคนไข้อีกรายที่มีบุตรไร้กะโหลกศีรษะ ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจเพราะเรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้นมาติดๆกันเลย
ทุกวันนี้ มีผู้คนแท้งบุตรและทำแท้งกันมาก ในช่วงตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ จนถึงมากกว่า 20 สัปดาห์ การรักษาเยียวยาคนไข้เหล่านี้ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแต่คุณหมอจะต้องไม่ประมาทเท่านั้น

           วันพฤหัสที่ผ่านมาก็เช่นกัน มีสตรีนางหนึ่งอายุราว 30 ปี เป็นโรคจิต มาที่โรงพยาบาลตำรวจในตอนค่ำเกือบเที่ยงคืน คุณหมอและเจ้าหน้าที่พยายามซักประวัติ แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก เธอจำไม่ได้ว่า ‘ระดูครั้งสุดท้ายมาเมื่อไร? ขณะนี้มีครรภ์หรือไม่?’ ญาติผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ‘เธอถูกชักชวนจากชายผู้หนึ่งให้มีเพศสัมพันธ์ด้วยโดยแลกกับอาหาร’ ในวันนั้นเผอิญคนไข้ตกเลือด ญาติๆ นึกว่า คนไข้มีระดูมามากจนอาจเป็นอันตราย จึงรีบพามาที่โรงพยาบาลตำรวจ แพทย์ประจำบ้านของแผนกสูติได้ตรวจร่างกายคนไข้และทดสอบการตั้งครรภ์ ปรากฏว่า ให้ผลบวก จึงวินิจฉัยว่าเป็น แท้งคุกคาม และนัดให้มาใหม่ในตอนเช้า
วันรุ่งขึ้น ราวบ่ายโมง ผู้ป่วยได้เข้ามารับการตรวจที่แผนกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลตำรวจ ข้าพเจ้าเป็นผู้ตรวจให้กับเธอ และได้ทำการทดสอบการตั้งครรภ์ซ้ำ ซึ่งกลับให้ผลลบ เมื่อดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด ปรากฏว่าภายในโพรงมดลูกของคนไข้ ‘มีอะไรสักอย่างหนึ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร’ ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะเป็นชิ้นเนื้อของการแท้งที่คั่งค้างภายใน จึงขอให้สูติแพทย์เวรช่วยขูดมดลูกให้คนไข้ ผลปรากฏว่า เป็นเศษชิ้นเนื้อเก่าๆ ของการตั้งครรภ์จริงๆ จำนวนมากถึง 50 กรัม หลังจากนั้นคุณหมอเวรได้ส่งตัวคนไข้กลับไปที่โรงพยาบาลศรีธัญญา เพื่อเข้ารับการรักษาฟื้นฟูสภาพทางจิตใจ เรื่องราวที่กล่าวมาข้างต้นคือ รูปแบบหนึ่งของการแท้ง แต่เป็นการแท้งค้าง ซึ่งวันดีคืนดีคนไข้ก็จะตกเลือดจากช่องคลอดออกมาจำนวนมาก หากไม่ได้รับการรักษาขูดมดลูก คนไข้ก็จะเสียเลือดไปเรื่อยๆ จนอาจช็อคได้
ในค่ำคืนที่คนไข้โรคจิตมานั้นเอง ก็มีคนไข้อีกรายหนึ่ง ชื่อ คุณสุวรรณา อายุ 31 ปี ตั้งครรภ์ที่ 4 เธอมีบุตรมาแล้ว 3 คน บุตรคนแรกคลอดเองตามธรรมชาติ แต่ 2 คนหลังได้คลอดโดยการผ่าตัดคลอด บุตรคนสุดท้ายของเธอมีอายุเพียง 10 เดือนเท่านั้น คุณสุวรรณาถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลราชวิถีอีกที เพราะเธอมีบัตรสุขภาพถ้วนหน้าของโรงพยาบาลตำรวจ โดยระบุว่าเป็น ‘แท้งบุตรชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้’ ในใบส่งตัวได้เล่าว่า คุณสุวรรณาเธอมีอายุครรภ์ 15 สัปดาห์นับจากระดูครั้งสุดท้าย เธอเดินทางไปที่โรงพยาบาลราชวิถีด้วยประวัติว่า ‘3 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล คุณสุวรรณามีน้ำเดินออกมาจากช่องคลอดจนผ้าอนามัยชุ่ม แต่ไม่มีเลือดออก’ เธอมีความดันโลหิต ชีพจรปกติและไม่มีไข้ จากการคลำหน้าท้องโดยคูณหมอที่นั่น พบว่า มดลูกมีขนาด 2/3 เหนือหัวเหน่า จากการตรวจภายในพบว่า ภายในช่องคลอดมีน้ำคร่ำจำนวนหนึ่ง มดลูกมีขนาดพอๆ กับลูกส้มโอ ปากมดลูกเปิด 2 เซนติเมตร และมีสายสะดือเล็กๆ ของเด็กย้อยออกมา
ขณะที่แพทย์ประจำบ้านรายงานข้าพเจ้าอยู่นั้น เป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันพฤหัส แต่ เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนค่อนข้างดึก เราไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนัก ข้าพเจ้าจึงบอกให้คุณหมอเวรช่วยเหน็บยา Cytotec จำนวน 1 เม็ดให้กับคนไข้ ทุก 6 ชั่วโมง จนกว่าจะมีการแท้งออกมา พร้อมทั้งฉีดยาแก้ปวดให้ด้วย ตอนเช้าประมาณ 6 นาฬิกาของวันศุกร์ คุณสุวรรณาก็แท้งบุตรออกมา
เมื่อข้าพเจ้าไปเยี่ยมคุณสุวรรณาที่หอผู้ป่วยชั้น 4 ในตอนเช้า พยาบาลที่นั่นรายงานว่า “คนไข้แท้งบุตรประมาณ 6 โมงเช้า เป็นการแท้งครบ เพราะออกมาทั้งถุงการตั้งครรภ์ ตอนนี้เลือดก็ไม่ค่อยมีออกจากช่องคลอดแล้ว” ข้าพเจ้าฟังแล้ว ก็คิดว่าน่าจะเป็นไปตามนั้น แต่เพื่อความไม่ประมาท จึงสั่งการให้พยาบาลช่วยส่งคนไข้ไปที่ห้องตรวจนรีเวช เพื่อตรวจภายในและอัลตาซาวนด์ผ่านช่องคลอด เผื่อว่าอาจจะมีความผิดพลาดที่คาดไม่ถึง
ที่ห้องตรวจนรีเวช พอข้าพเจ้าใช้เครื่องถ่างปากช่องคลอดให้กับคุณสุวรรณา เลือดและก้อนเลือดจำนวนมากก็ทะลักออกมา จนเปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณ ข้าพเจ้าได้ใช้คีมคีบผ้าก๊อซ เช็ดเลือดภายในช่องคลอดที่เหลือ จากนั้นก็ใช้เครื่องมือคล้ายคีมคีบยาวๆ ควานจับเข้าไปในโพรงมดลูก ปรากฏว่าสามารถคีบชิ้นเนื้อภายในออกมาได้จำนวนหนึ่ง ข้าพเจ้าลองใช้อัลตราซานด์ตรวจผ่านช่องคลอดของคุณสุวรรณา เพื่อประเมินสถานการณ์ ก็พบเศษชิ้นเนื้ออยู่ภายในโพรงมดลูก เท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร
ไม่ได้แล้ว!! คนไข้คงต้องเข้ารับการขูดมดลูก ในช่วงเวลานั้นคงเป็นการง่ายหากจะขูดมดลูกของคุณสุวรรณาที่ห้องตรวจนรีเวชนั้นเลย ข้าพเจ้าจึงลองใช้วิธีขูดมดลูกแบบเบาๆ โดยให้ยาลดการเจ็บปวดร่วมด้วย ข้าพเจ้าขูดได้ชิ้นเนื้อมากถึง 30 กรัม เลือดที่เดิมไหลรินตลอดเวลาจากช่องคลอดของคุณสุวรรณาก็หยุดเกือบสนิท
ข้าพเจ้าถามคนไข้ว่า ‘ได้ไปทำแท้งมาหรือเปล่า??’
คุณสุวรรณา ตอบว่า ‘แท้งเอง เพราะหนูไปยกของหนัก’ เธอไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดการแท้ง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ในฐานะเป็นแพทย์ก็ต้องคิดเผื่อไว้เสมอ ข้าพเจ้าสอนนักศึกษาแพทย์ว่า ‘เราควรซักประวัติเรื่องการทำแท้ง เพราะเราอาจต้องให้ยากันบาดทะยักและยาฆ่าเชื้อชนิดขั้นสูง เพราะเชื้อโรคเดี๋ยวนี้รุนแรงมาก’
‘แต่คนไข้เคยฝากครรภ์ไม่ใช่หรือคะ’ นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งให้ความเห็น จริงๆ แล้ว คนไข้รายนี้ยังไม่เคยฝากครรภ์ แต่เนื่องจากเธอเคยได้รับยาป้องกันบาดทะยักมาแล้ว ในทุกๆ ครรภ์ที่ผ่านมา ก็น่าจะไม่มีปัญหาสำหรับเรื่องน
ี้
          “ยังไงก็ตาม พี่เคยเล่าเรื่องคนไข้ที่ไปทำแท้งมาและติดเชื้อทั่วร่างกาย จนเสียชีวิตถึง 2 รายให้กับนักศึกษาเกือบทุกรุ่นว่า เราต้องไม่ประมาทกับการดูแลคนเหล่านี้ รายหนึ่งคนไข้เสียชีวิตบนเตียงผ่าตัด ส่วนอีกรายไปเสียชีวิตที่ห้อง ไอ.ซี.ยู.” ข้าพเจ้าบอกกับนักศึกษาแพทย์เพื่อให้ไปซักประวัติซ้ำในเรื่องทำนองนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม เราก็ได้ให้ยาฆ่าเชื้ออย่างดีจำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 6 ชั่วโมง ในเย็นวันนั้น คุณสุวรรณาขอตัวกลับบ้าน เพราะเธอต้องจ่ายค่าห้องพิเศษ ซึ่งบัตรสุขภาพถ้วนหน้าไม่ครอบคลุม
การแท้งบุตรเองในไตรมาสที่สอง (13 – 24 สัปดาห์) นั้น เป็นสิ่งที่พึงระวังในส่วนของการคั่งค้างของเศษชิ้นเนื้อของการตั้งครรภ์ หากปล่อยคนไข้หลังแท้งกลับบ้านจากการเข้าใจผิดคิดว่า เป็นแท้งครบ โดยไม่ได้ตรวจภายในและตรวจอัลตราซานด์ผ่านทางช่องคลอด คนไข้มีโอกาสตกเลือดอย่างมากจนช็อคได้ นอกจากนั้น ยาฆ่าเชื้อก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ แม้จะเป็นการแท้งเองโดยไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่เราจะให้ในขนาดเพื่อป้องกัน ไม่ใช่รักษา
เหตุที่ต้องตรวจภายในและตรวจอัลตราซาวนด์ซ้ำในคนไข้ที่แท้งในไตรมาส 2 ก็เพราะรกของคนไข้ในไตรมาส 2 นั้น เกาะแน่น เปรียบไปก็เสมือนกับรากของต้นแสม (อ่าน: สะแหม) และโกงกางตามชายฝั่งทะเล ซึ่งคลื่นและลมไม่สามารถถอนรากถอนโคนได้อย่างง่ายๆ แม้ต้นไม้เหล่านั้นจะบอบบาง เก้งก้าง อนึ่ง พยาบาลอาจจะตรวจคไข้แล้วพบว่า ‘มีถุงการตั้งครรภ์หลุดออกมาจากช่องคลอดคนไข้จนครบ’ แต่คุณหมอก็ควรตรวจอัลตราซาวนด์ซ้ำอีกครั้งและมองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วย
เรื่องราวของการแท้งบุตรที่เขียนอยู่ในหนังสือตำรานั้น ก็เหมือนกับภาพยนต์ที่เราชมกัน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่หากเป็นภาพยนต์ที่ทรงคุณค่า หนังก็จะชวนให้น่าติดตามชมจนจบและได้ข้อคิดคุณค่า ข้าพเจ้าเอง ก็มักชอบให้คนอ่านจดจำเรื่องราวที่ข้าพเจ้าเล่าเอาไว้เสมอ เมื่อพบเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ท่านก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ช่วยเหลือบอกต่อ อันจะก่อประไยชน์ได้ไม่มากก็น้อย

น.พ.เสรี

ความเห็น (0)Add Comment
เขียนแสดงความเห็น
 
  smaller | bigger
 

busy
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
แม่และเด็ก 480 กุมภาพันธ์ 2555